The sweet nostalgia of my youth
ในโลกนี้บางครั้งความบังเอิญก็เหมือนมิใช่ความบังเอิญ ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเพิ่งอ่านหนังสือ “รำลึกอุดร อาวรณ์ทักษิณ” ของท่านเก้า (เก้ากระบี่เดียวดาย) ยังเอา post-it แปะคั่นเอาไว้หน้าที่พูดถึงภาพยนตร์เรื่อง “ดอกไม้กับนายกระจอก” เพราะเป็นชื่อภาพยนตร์ที่ติดอยู่ในหัวใจมานาน... และตั้งใจไว้ว่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ วันรุ่งขึ้นเพจ ‘เก้ากระบี่เดียวดาย’ ก็ได้โพสต์แจ้งข่าวว่า House Samyan จะนำภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉายอีกครั้ง ... มันจึงเป็นความบังเอิญที่สวยงาม

และหลังจากเฝ้ารอเวลามาประมาณหนึ่งเดือน มั่นใจมากว่าซื้อตั๋วเป็นคนแรก...ฉันก็ได้ดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง และในครั้งนี้เป็นในรูปแบบ 4K อีกด้วย
เรื่องดอกไม้กับนายกระจอก... เดิมที เนื้อเรื่องเป็นอย่างไร เอาเข้าจริงจำไม่ได้เลย อ้าว...แล้วบอกว่าฝังในใจมานาน ใช่ค่ะ มันเป็นความประทับใจตั้งแต่วัยทีน... (teens ค่ะ teens ห้ามนึกเป็นอื่น วัยว้าวุ่นค่ะ!) บอกไม่ได้ว่าทำไม แต่ชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ติดอยู่ในใจ ในทำเนียบหนังที่ชอบ ที่รัก แต่บอกไม่ได้ว่าทำไม เพราะจำอะไรไม่ได้ จะว่าแปลกก็แปลก แต่มันก็ไม่เคยลืมเลย และนึกถึงเรื่องนี้อยู่เป็นระยะๆ
เมื่อได้ดูอีกอีกครั้ง จึงไม่เปลกใจเลย เนื้อเรื่องน่ารัก อบอุ่น ในยุคนั้นคงเป็น romantic comedy ที่ค่อนข้างล้ำเลยทีเดียว การันตีได้จากหลากหลายรางวัลจากทั้งฝั่งจีนแผ่นใหญ่ และฮ่องกง ไม่ว่าจะเป็น Best Cinematography, Best Original Film Score, Best Actor, Best Director, Best Screenplay
นักแสดงทั้งโจวเหวินฟะ และจงฉู่หง ก็ล้วนนำเสนอบทบาทตามเนื้อเรื่องได้ดียิ่ง (โจวเหวินฟะได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมอีกด้วย)
นอกจากเรื่องราวความรักของคนสองสามคน สิ่งที่สอดแทรกอยู่ภายใต้ความไม่โรแมนติกที่แสนจะโรแมนติก ที่สะท้อนสภาพวัฒนธรรม ความคิดมวลรวมของชาวจีนฮ่องกง และสภาพสังคมของคนจีนในต่างแดนที่ในยุคนั้นยังถูกเหยียดสีผิวอยู่ไม่น้อยทีเดียว
Cinematography คือ “ดีย์” … ในฐานะผู้ชม คงไม่บังอาจใช้หลักวิชาการมาวิจารณ์หรือรีวิว แต่ทั้งภาพ บรรยากาศ มุมกล้อง แสง สี คือละมุนมาก เป็นมุมกล้องและแสงสวยๆ ที่สามารถทำให้ Brooklyn มันโรแมนติกได้ และรางวัล Best Original Film Score ก็คู่ควรเป็นอย่างยิ่ง รวมๆ แล้วดีมาก ร้อยห้าสิบเต็มร้อยเลยทีเดียว

นอกจากความประทับใจในเชิงเทคนิคที่ตราตรึงใจมากๆ แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะอยู่ในช่วง ‘เดท’ แรกๆ กับแฟน ถ้าจำไม่ผิด...(แต่มันก็นานมากแล้วจริงๆ แหะๆ) ฉัน (คิดว่า) ได้ไปดูเรื่องนี้ที่โรงหนัง ‘เวลโก’ ... จะมีใครจำได้ไหมหนอ? ทั้งความละมุนของตัวหนัง ทั้งความรู้สึกหวามไหวของวัยว้าวุ่น มันเลยทำให้เรื่องนี้สร้างรอยประทับเอาไว้ในใจไม่รู้ลืม

ทั้งหมดคือความประทับใจใน ‘วัยใส’ ของฉัน
เมื่อกลับมาดูอีกครั้งตอน ‘วัยสายๆ’ ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังให้ความรู้สึกละมุนละไมเหมือนเดิม หากที่เพิ่มเติมคือความคิดถึงชีวิตสมัยอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
เนื่องจากช่วงเวลานั้น ชีวิตกำลังเริ่มต้น มีความสุข มีครอบครัว จึงเป็นเสมือนเวลาที่ดีที่สุดของชีวิต ความทรงจำ เรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ เป็นดั่งภาพยนตร์วิดีโอที่ฉายภาพความสุข ปลอบประโลมใจจากความเครียด ความอ่อนล้า นึกถึงครั้งใดหัวใจก็เกิดรอยยิ้ม และโหยหาเสมอยามที่มีความทุกข์
การได้เห็นภาพอาคารที่คุ้นเคย ได้เห็น Twin Towers ที่ยังตั้งตระหง่านกลาง skyline ที่สวยงามของนิวยอร์ค ได้เห็น Brooklyn Bridge ที่เคยเดินข้าม (อย่างแสนจะเมื่อย) ร้านอาหาร โรงละคร หรือป้ายโฆษณาแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ Times Square แม้บรรยากาศในหนังอาจจะเก่าไปกว่าช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตในสถานที่นั้นๆ แต่ก็ไม่ได้ต่างไปมากนัก vibe ที่ (เคย) คุ้นเคย
การได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้งในวันนี้ จึงนำพาซึ่งความรู้สึก ‘อุ่นละไม’ จากสองช่วงชีวิตกลับมาให้หัวใจได้ฉีกยิ้ม ในขณะเดียวกันก็น้ำตาคลอด้วยความคิดถึงบรรยากาศ คิดถึงเพื่อน คิดถึงบ้านที่เคยอยู่ คิดถึง ‘ความสุข’ ของช่วงชีวิตนั้นๆ
ถ้าคุณเคยมีความสุขกับชีวิตอย่างมากๆ ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต คุณจะบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นเอาไว้ในทุกอณูของหัวใจและความคิด และมันจะเป็นที่ให้คุณหลบลี้จากชีวิตบัดซบในบางวัน หรือเป็นสายลมเย็นๆ ให้กับวันที่ใจพร้อมจะยิ้มให้รู้สึกว่าชีวิตนี้...ดีจัง
ขอบคุณ ... Sampan และ Jennifer ที่พารอยยิ้มเหล่านั้นกลับมาให้ฉันอีกครั้ง… ”A table for two?”
อยากเชิญชวนพี่ๆ เพื่อนๆ ร่วมGenX น้องๆ Gen Y กับ Millenium และลูกๆ หลานๆ สารพัด Gen ให้ไปดูกัน เผื่อดอกไม้ หรือนายกระจอก หรือความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จะช่วยดึงความทรงจำลึกๆ ในหัวใจของคุณมาให้หัวใจอมยิ้มได้อีกครั้งค่ะ
Original Film Score ที่ไพเราะมากๆ ค่ะ
